MENU

“บิทาซซ่า” มองตลาดคริปโต Q2/69 ฟื้นตัว หลังโดดเด่นเหนือทองคำ - ตลาดหุ้นในภาวะสงคราม

 16 เม.ย. 2569 00:00

บิทาซซ่า (Bitazza Thailand) ประเมินตลาดคริปโต ราคา Bitcoin ในไตรมาส 2 มีโอกาสฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลัง  Bitcoin สามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือทองคำและตลาดหุ้นในช่วงสงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ช่วยหนุนตลาดไปต่อ ปัจจัยต้องจับตา นโยบายการเงินประธานเฟดคนใหม่ การรับรองกฎหมาย CLARITY Act รวมถึงกระแสการลงทุนสินทรัพย์ด้านเทคโนโลยี


นายธนวัต สุตันติวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทาซซ่า จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดคริปโตและราคา Bitcoin ในไตรมาส 2 นี้มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง ล่าสุดสามารถขึ้นมาแตะระดับ 76,000 ดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ ปัจจัยสนับสนุนมาจากการที่นักลงทุนทั่วโลกมอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากการที่เกิดเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยนับตั้งแต่สหรัฐฯเข้าโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับ 12% ขณะที่ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทน 2% และทองคำให้ผลตอบแทนติดลบ 9% หากการเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นไปในเชิงบวกน่าจะช่วยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ได้เพิ่มเติม


“การที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาใน Bitcoin โดยเฉพาะผ่านกองทุน ETF เพราะนักลงทุนมีการเทขายสินทรัพย์ในกลุ่มเดียวกันอย่างทองคำที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้านี้และหันมาลงทุนใน Bitcoin ที่มีระดับราคาน่าสนใจกว่าแทนเนื่องจากมีแรงขายมาก่อนหน้านี้ รวมถึงการที่สองยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ Morgan Stanley หันมาเปิดตัว Bitcoin ETF เองถือเป็นปัจจัยหนุนตลาด มองว่า มีโอกาสสูงที่จุดต่ำสุดของราคาอาจจะผ่านไปแล้วที่ระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับราคา Bitcoin ให้ผลตอบแทนติดลบมาแล้ว 5 เดือนติดต่อกัน ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่ราคาจะติดลบนานกว่านี้ แม้ในช่วงภาวะตลาดซบเซาจึงสามารถคาดหวังได้กับการฟื้นตัวของราคาหลังจากนี้”


สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาส 2 นี้ ข้อแรก คือ การนั่งตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ของ Kevin Warsh ซึ่งจะรับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมนี้ แม้ว่าตัวเขาจะมีทัศนคติเชิงบวกต่อ Bitcoin แต่แนวคิดด้านนโยบายการเงินที่ผ่านมาออกไปทางเคร่งครัด ทำให้ตลาดมีความกังวลว่าอาจจะไม่มีการลดดอกเบี้ยอีกในปีนี้ แต่หากรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและให้ความเห็นในเชิงนโยบายการเงินผ่อนคลายจะเป็นผลบวกต่อ Bitcoin


นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าของกฎหมาย CLARITY Act ในสหรัฐฯ ที่มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการกำกับดูแลตลาดคริปโตอย่างเป็นระบบเหมือนกับตลาดการเงินดั้งเดิม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา หากกฎหมายมีผลบังคับใช้จะมีผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตของนักลงทุนสถาบันซึ่งจะนำมาสู่เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าเพิ่มเติม


“ปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตาม คือ การ IPO เข้าตลาดหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ซึ่งอาจมีสภาพคล่องบางส่วนถูกดึงออกจากตลาดไปลงทุนใน 3 บริษัทฯ นี้ แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดกระแสลงทุนในสินทรัพย์ด้านเทคโนโลยีขึ้น รวมถึง Bitcoin ได้เช่นกัน ล่าสุดดัชนี S&P500 และ Nasdaq กลับมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ (ATH) ได้สำเร็จจะเป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนตลาดคริปโตไปได้ต่อ”


ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง แม้ว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะเจรจาสงบศึกได้ แต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกจะยังคงทำให้ตลาดการเงินมีความผันแปรอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนจึงต้องมีวินัยการลงทุนที่เคร่งครัดและบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนอย่างสม่ำเสมอ