MENU

ทิสโก้ Q1/69 โกยกำไร 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% รับกระแส EV ดันสินเชื่อรถยนต์โต

 16 เม.ย. 2569 00:00

กลุ่มทิสโก้ เปิดผลงานไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% โดยธุรกิจหลักได้รับแรงหนุนจากกระแสรถยนต์ EV และภาวะตลาดทุนที่ฟื้นตัว ขณะที่การตั้งสำรองยังคงรอบคอบและรัดกุม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤติพลังงานที่เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชน


นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (TISCO) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะแรงสนับสนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ (EV 3.0) ขณะเดียวกัน ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัวจากกระแสเงินทุนไหลเข้าที่กลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมและรายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น


ทั้งนี้ ปัจจัยบวกดังกล่าวสะท้อนภาพของช่วงต้นปีเป็นสำคัญ ขณะที่ในภาพรวมธุรกิจสินเชื่อยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของการเติบโตเป็นหลัก ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ การลดสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบติดตามดูแลลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้ และสามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที


ด้านคุณภาพสินเชื่อ แม้บริษัทสามารถจัดการสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ได้ลดลง แต่การตั้งสำรองในงวดนี้เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระดับค่าเผื่อสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 191%


ทั้งนี้บริษัทประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง1.2 - 1.5% และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และวิกฤติพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 3.0% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)


ดังนั้น ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Focus) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินเชื่อ และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาว


พร้อมกันนี้ กลุ่มทิสโก้จะยังคงมุ่งมั่นเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของลูกค้าแบบองค์รวม (Holistic Advisory) ครอบคลุมในทุกด้าน ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor สถาบันการเงินที่ทุกคนเชื่อมั่นไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้ทุกชีวิตเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนไปด้วยกัน