
ไทยยูเนี่ยน กวาดยอดขายปี 68 ทะลุ 1.3 แสนล้าน ตั้งเป้ากำไรขั้นต้นปีนี้อยู่ที่ 19 – 20%
18 ก.พ. 2569 00:00
บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เผยผลงานปี 68 ปริมาณการขายกว่า 9 แสนตัน ดันยอดขายรวมทะลุ 1.3 แสนล้านบาท จากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 18.9% ส่วนปี 69 ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3 – 4% และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 19 – 20%
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการปี 2568 ด้วยยอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และปริมาณการขาย 908,436 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวทะลุ 18.9 % สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานตามที่ปรับปรุง โดยไม่รวม transformation cost อยู่ที่ 6,998 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.35 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีที่ 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 57.7% ตลอดจนการบริหารเงินทุนอย่างมีวินัยช่วยให้ผลตอบแทนต่อหุ้นปรับตัวดีขึ้น โดยกำไรต่อหุ้นเติบโตถึง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อีกทั้งบริษัทยังเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนต่อเนื่องอีกด้วย
ด้านผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ โดยยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองอยู่ที่ 0.7% หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี2568 เป็นปีที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ไปจนถึงแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไทยยูเนี่ยนยังคงรักษาความสามารถในการปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรต่อหุ้นที่เติบโต และปริมาณการขายที่ขยายตัวต่อเนื่อง ที่สำคัญโครงการทรานส์ฟอร์เมชันของเรายังช่วยให้ไทยยูเนี่ยนสามารถทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความคล่องตัวสูง บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และรักษาระดับอัตรากำไรได้แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการบริหารงานท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายเช่นนี้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจในความแข็งแกร่งของธุรกิจของเรา และศักยภาพของเราในการรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และไทย แต่ยอดขายลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 3.4% และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการปรับราคาที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.5% จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงยอดขายเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (หรือคิดเป็น 6.7% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% ด้วยแรงหนุนของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ และยุโรป อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นเป็น 26.3% จากปีก่อน สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 23 - 25% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดีที่ 21.7% แม้ยอดขายจะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงในสหรัฐฯ

การบริหารเงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืน
บริษัทได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ครบจำนวน 400 ล้านหุ้น เสร็จสิ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 4,310 ล้านบาท และได้ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนโดยการยกเลิกหุ้นจำนวน 200 ล้านหุ้น ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ส่งผลให้ทุนชำระแล้วอยู่ที่ 4,255 ล้านหุ้น ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของบริษัท
รางวัลความยั่งยืนและความเป็นผู้นำด้าน ESG
ในปี 2568 ไทยยูเนี่ยนมีพัฒนาการต่อเนื่องในฐานะผู้นำด้าน ESG โดยได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 (เทียบกับ 4.1 คะแนนในปีก่อน) สะท้อนความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP อยู่ในระดับ A โดยขยับขึ้นจากระดับ B ในปีก่อนหน้า สะท้อนความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความรับผิดชอบ และการปกป้องรักษาระบบนิเวศทางทะเล ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030
ตั้งเป้ายอดขายปี 69 เติบโต 3 - 4% กำไรขั้นต้น 19 - 20%
สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 ไทยยูเนี่ยน คาดว่าจะยังคงสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3 – 4% จากการขยายตัวของยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการทำกำไรให้แข็งแกร่งขึ้น โดยบริษัทประเมินอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในช่วง 19 – 20% สะท้อนการฟื้นตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และความก้าวหน้าของโครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) คาดจะอยู่ที่ 13.5 – 14.5% สะท้อนผลกระทบตลอดทั้งปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงงบด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ในขณะที่โครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงปี 2567 – 2568 จะช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ โครงการ Cost Reset จะช่วยยกระดับวินัยด้านต้นทุนในระยะยาว โดยคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายรวม 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไทยยูเนี่ยนจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น โดยจะยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%
"ไทยยูเนี่ยนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความแข็งแกร่งและความพร้อมที่มากขึ้น โดยนวัตกรรมและความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มพรีเมียมที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความร่วมมือในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าเราได้วางรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ท้าทาย” นายธีรพงศ์ กล่าว




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด