
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดผลงานครึ่งแรกปี 68 บจ. SET กำไร 5.89 แสนล้านบาท ขณะที่ mai กำไรวูบ 42.7%
29 ส.ค. 2568 00:00ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยผลงานบจ. งวด 6 เดือนแรกปี68 ยอดขายรวมกว่า 8.34 ล้านล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.5% กำไรสุทธิ 5.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง กำไรจากการลงทุน และการปรับโครงสร้างธุรกิจ ขณะที่ mai ยอดขายรวม1 00,869 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 3,195 ล้านบาท ลดลง 42.7%
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 809 บริษัท คิดเป็น 98.5% จากทั้งหมด 821 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 มิถุนายน 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปี 2568 พบบจ. รายงานกำไรสุทธิ 591 บริษัท คิดเป็น 73.1% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 8,342,603 ล้านบาท ลดลง 6.5% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.0% และ 0.8% ตามลำดับ ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 794,606 ล้านบาท ลดลง 16.3%
อย่างไรก็ดี จากความพยายามควบคุมการใช้เงินกู้และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลง 11.3% อีกทั้งมีธุรกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้พิเศษ เช่น กำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุน ส่งผลให้ บจ. มีกำไรสุทธิ 589,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% ทั้งนี้ หากไม่รวมธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายและกำไรจากการดำเนินงาน ลดลงเล็กน้อย 0.7% และ 2.3% ตามลำดับ
ด้านฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.59 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน
“ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2568 บจ.ไทย ที่เติบโตได้ดี ยังคงเกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค และการบริการ ได้แก่ 1. หมวดอาหารและเกษตร ซึ่งได้รับผลบวกจากราคาเนื้อสัตว์และอัตรากำไรที่ดีขึ้น รวมถึงราคายางที่ปรับสูงขึ้น 2. หมวดค้าปลีกและโรงพยาบาล ยังคงเติบโตจากยอดการใช้จ่ายในประเทศ และ 3. หมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต อย่างไรก็ตาม บจ. ไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบ บจ. ในธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ และกลุ่มที่มีการขายอ้างอิงสกุลเงินต่างประเทศ จึงทำให้ผลการดำเนินงานรวมชะลอลงจากปีก่อน” นายอัสสเดช กล่าว
mai ครึ่งแรกปี 68 กำไรสุทธิรวม 3,195 ล้านบาท ลดลง 42.7%
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในmaiจำนวน 218 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 225 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดย 6 เดือนแรกของปี 2568 เปรียบเทียบกับปีก่อน มียอดขายรวม1 00,869 ล้านบาท ลดลง 3.9% ต้นทุนขาย 74,388 ล้านบาท ลดลง 3.8% กำไรขั้นต้น 26,482 ล้านบาท ลดลง 4.1% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 6,356 ล้านบาท ลดลง 19.3% และกำไรสุทธิรวม 3,195 ล้านบาท ลดลง 42.7% เนื่องจากกำไรสุทธิของ บจ.บางแห่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ หากพิจารณาความสามารถในการทำกำไรพบว่า บจ. ยังรักษาระดับ GPM ในระดับเท่าเดิมที่ 26.3% ขณะที่ OPM และ NPM ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 6.3% และ 3.1% ตามลำดับ
“ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปี 2568 พบว่ายอดขายและกำไรสุทธิลดลง โดยมี 103 บจ. หรือคิดเป็น 47% ของบริษัทที่นำส่งงบ รายงานยอดขายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สาเหตุหลักของการลดลงเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และผลการดำเนินงานของ บจ. บางแห่งที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลกระทบในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2568 นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากบาง บจ. ที่มีการลงทุนเพื่อสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมยังสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี” นายประพันธ์ กล่าว
ด้านฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 328,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.13% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า เท่ากับสิ้นปี 2567
ปัจจุบันมี บจ.ใน mai 22 5บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2568) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 250.74 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 247,035.89 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 569 ล้านบาทต่อวัน