MENU

SCB CIO แนะกลยุทธ์ลงทุนต่อเนื่อง ควบคู่กระจายเสี่ยง รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

 19 มี.ค. 2569 00:00

SCB CIO ประเมินฉากทัศน์สถานการณ์สงคราม 2 กรณี คือ กรณีฐาน โอกาสเกิด 70% สถานการณ์จบใน 4 - 6 สัปดาห์ ราคาน้ำมันอยู่ในระดับ 90 - 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และกรณีเลวร้าย โอกาสเกิด 30% สถานการณ์ยืดเยื้อบานปลาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 140 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แนะยึดกลยุทธ์ Stay Invested ควบคู่การกระจายความเสี่ยง และมองการลงทุนผ่านกองทุนผสม ที่มีผู้จัดการปรับพอร์ตให้ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับประโยชน์ จากกระแส AI กลุ่มพลังงานทางเลือก และทองคำ รวมทั้งเพิ่มทางเลือกลงทุนด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับผลบวกในช่วงที่ดอลลาร์แข็งค่า


น.ส.เกษรี อายุตตะกะ ผู้อำนวยการ Investment Research SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ประเมินฉากทัศน์สถานการณ์ออกมาเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีฐาน ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 70%คาดว่าสหรัฐฯจะพยายามยุติสงครามให้ได้โดยเร็วคาดว่าจะยุติได้ภายใน 4 - 6 สัปดาห์ ประเมินกรอบราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะอยู่ที่ 90 - 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และกรณีเลวร้าย ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 30% คือ มีการทำลายการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำลายเกาะคาร์ก ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล


ในกรณีที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยสูงขึ้นราว 0.6% และอาจส่งผลให้เงินเฟ้อไทยทยอยปรับสูงขึ้นสู่ระดับราว 1.5 – 2.5% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประเมินผลกระทบของเงินเฟ้อก่อน โดยอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% สู่ 0.75% ได้ในปีนี้


สำหรับทิศทางการลงทุนนั้น นักลงทุนควรมองข้ามความตื่นตระหนกระยะสั้น ไม่ควรขายสินทรัพย์ล้างพอร์ตจากความผันผวนที่เกิดขึ้นโดยทันที แต่ควรใช้โอกาสนี้ บริหารความเสี่ยงเชิงรุก ประเมินความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงที่แท้จริงของตนเอง โดยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน รวมทั้งยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องให้ความสำคัญที่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเป็นหลัก ในส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก ควรลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศระยะสั้นถึงกลาง หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว หากรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ก็อาจลงทุนผ่านกองทุนผสม


ส่วนการลงทุนกองทุนรวมตามธีมที่น่าสนใจ เราก็ยังคงมอง กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับประโยชน์ จากกระแส AI และกลุ่มพลังงานทางเลือก เป็นกลุ่มที่น่าสนใจอยู่ ขณะที่การลงทุนกองทุนรวมทองคำ สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี จึงแนะนำให้ลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ แต่ไม่ควรไล่ราคาเพื่อเก็งกำไร


นอกจากนี้ นักลงทุนอาจเลือกใช้วิธีการทยอยลงทุนด้วยจำนวนเท่ากันทุกงวด (Dollar cost average : DCA) ได้ ในกรณีที่มีเป้าหมายการลงทุนชัดเจน และให้ความสำคัญเรื่องวินัยการลงทุน มากกว่าการใช้อารมณ์ตัดสินใจในระยะสั้น ส่วนความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอาจพิจารณาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ก็ได้ โดยที่การป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ปัจจุบันมีต้นทุนประมาณ 2.5% ต่อปี ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาต้นทุนนี้ประกอบการตัดสินใจป้องกันความเสี่ยงหรือไม่ด้วย หรืออาจเลือกการกระจายความเสี่ยงนำเงินลงทุนระยะยาวส่วนหนึ่งไปลงทุนด้วยสกุลเงินตราต่างประเทศโดยตรง เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ เพื่อรับโอกาสการลงทุนที่มีมากกว่า ทางเลือกลงทุนหลากหลายสินทรัพย์มากกว่า


ส่วนการลงทุนตราสารหนี้ แนะนำให้นักลงทุนประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมัน โดยมองว่าสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศได้ โดยอาจเน้นที่ตราสารหนี้ต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากยังมีช่องว่างสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าไทย ขณะที่การเลือกลงทุนอาจเน้นไปที่ Duration สั้น-กลางเป็นหลัก เน้นที่มีอันดับเครดิตดี หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาวเนื่องจากมีความเสี่ยงที่ส่วนต่างเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือตราสารหนี้ระยะยาวอยู่ในระดับสูง จากการที่หนี้สาธารณะของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง


ส่วนการเลือกลงทุนในตลาดหุ้นแนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนในตลาดยังสูง เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ จะเป็นจังหวะที่เหมาะสมในกลุ่มเหล่านี้ โดยยังมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเอเชีย น่าสนใจ เนื่องจากได้อานิสงส์ธีม AI โดยเรายังมองว่าธีมลงทุน Mega Force ก็ยังน่าสนใจเช่นเดิม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ AI จากการที่งบลงทุนด้าน AI สูงเป็นประวัติการณ์ โดยภาพแนวโน้มนี้ไม่เปลี่ยน ซึ่งกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์คือ กลุ่มเทคโนโลยีต้นน้ำ อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นต้น เพียงแต่ในช่วงสั้นกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบจากการตกใจเทขายบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ก็มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง