MENU

ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมใช้มาตรการพิเศษรับวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

 9 มี.ค. 2569 00:00

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจมาตรการดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ยังเพียงพอรับมือสถานการณ์ภัยสงครามตะวันออกกลาง พร้อมเรียกประชุมบอร์ดฉุกเฉินเพื่อประกาศใช้มาตรการพิเศษกรณีเกิดเหตุทวีความรุนแรง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเผชิญความผันผวนระยะสั้น พื้นฐานยังแกร่ง ล่าสุดอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 8.5% ติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาค


นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง มาตรการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีมาตรการการที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างขึ้น เพราะมาตรการที่มีอยู่เป็นมาตรฐานสากล อาทิ เกณฑ์ Ceilling-Floor, มาตรการ Circuit Breaker ที่ตลาดหุ้นในต่างประเทศมี นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังมีมาตรการ Dynamic Price Band, Auto Pause ในหุ้นแต่ละตัว อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันยังไม่มีหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลงจนเข้าเกณฑ์


"หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความยืดเยื้ออาจจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การส่งออกหรือนำเข้าที่มีค่าใช้จ่ายเดินเรือสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้า แต่ไทยนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน จากตะวันออกกลางในสัดส่วน 50% และจากแหล่งอื่นๆ อีก 50% ซึ่งยังมีหลายแหล่งที่ชดเชยส่วนที่นำเข้าไม่ได้ เช่นเดียวกันก๊าซ LNG ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางราว 10 - 20% ส่วนที่เหลือเป็น Spot จากทั่วโลก ดังนั้น หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อก็มองว่ายังสามารถรับมือได้"


อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาน้ำมันกระโดดขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้องจับตาดูว่าถ้าราคาพลังงานสูงขึ้น มีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนใดบ้างในตลาดของเรา บางบริษัทจะได้ประโยชน์จากพลังงานที่แพงขึ้น และที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือเรื่องค่าเงิน ที่ผ่านมาดอลลาร์อ่อนลง มันก็จะมีผลกระทบอีกแบบหนึ่งกับบริษัทจดทะเบียน


"ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการพูดคุยกับคณะกรรมการตลาดหลักทัพย์ฯ อยู่เสมอ และพร้อมเรียกประชุมหากต้องใช้มาตรการพิเศษเข้ามาดูแลสถานการณ์เพิ่มเติม แต่จากการติดตามสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีกลไกคล้ายๆ กันกับบ้านเราอย่าง Circuit Breaker ก็ถือว่ายังใช้งานได้ดี"

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือน มี.ค.เผชิญความผันผวนอย่างหนักจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาน้ำมัน แต่ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศหลังการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณจะเป็นตัวแปรสำคัญในการพยุงตลาดหุ้น


หลังจากตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในเดือน ก.พ. 69 ที่ผ่านมา โดยติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาค (รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน) แต่ในเดือน มี.ค. 69 สถานการณ์ได้พลิกกลับด้านจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบโลก เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นมามากแล้ว จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดัชนีย่อตัวลงบ้าง


อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าปัจจัยที่จะช่วยให้หุ้นไทยทานกระแสความผันผวนจากต่างประเทศได้ คือความแข็งแกร่งภายใน โดยเฉพาะความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามกรอบเวลา และมีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ออกมา รวมถึงการผ่านงบประมาณที่ราบรื่น จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและพยุงตลาดให้ฟื้นตัวได้


ในด้านมาตรการดูแลตลาด ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเครื่องมือเพียงพอ ซึ่งล่าสุดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก และกดดัชนีในวันที่ 4 มี.ค.ดิ่งลงไปถึง 8% ในภาคเช้าแตะเกณฑ์ Circuit Breaker ระดับ1 หยุดทำการซื้อขาย 30 นาที แต่ภาคบ่ายดัชนีปรับตัวกลับขึ้นมาได้บ้างจนกระทั่งปิดตลาดติดลบ 5% สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวช่วยหยุดความตื่นตระหนกของตลาด และช่วยให้นักลงทุนมีเวลาฉุกคิดและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน


"จากสถานการณ์สงครามจนถึงปัจจุบัน SET Index ลงไปราว 10.5% แต่ภาพรวม YTD ยังให้ผลตอบแทน 8.5% และยังติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาค ไทยขึ้นแรงก็ลงเยอะ แต่ถือว่าเราไม่ได้ลงแรงเท่าเกาหลี"


ส่วนผลกระทบต่อหุ้นขนาดใหญ่ แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันพุ่งแรงและเที่ยวบินที่อาจหยุดชะงัก แต่โชคดีที่ไทยผ่านพ้นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) มาแล้ว จึงคาดว่าผลกระทบในส่วนนี้จะไม่รุนแรงนัก โดยเชื่อว่าภาคธุรกิจมีการปรับตัวลดค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไว้แล้ว และหวังว่าสงครามจะจบลงในระยะสั้น