
ไทยออยล์ ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนระดับสูงสุด “Top 1%” จาก S&P Global เป็นปีที่ 10
26 ก.พ. 2569 00:00
บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนระดับสูงสุด “Top 1%” เป็นปีที่ 10 ในกลุ่มอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซ จากการจัดทำ Sustainability Yearbook 2026 โดย S&P Global ซึ่งอ้างอิงผลการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) Score ประจำปี 2025
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เผยว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่บริษัทฯ ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนอยู่ในระดับสูงสุด “Top 1%” เป็นปีที่ 10 ในกลุ่มอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซ จากการประกาศผลใน Sustainability Yearbook 2026 ซึ่งเป็นการประเมินจาก S&P Global CSA Score ประจำปี 2025 โดยบริษัทฯ ได้รับคะแนนสูงสุดจาก 45 บริษัททั่วโลกที่เข้ารับการประเมินในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งคัดกรองมาจากบริษัทชั้นนำกว่า 8,551 บริษัท ใน 59 อุตสาหกรรมทั่วโลก”
“ความสำเร็จครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ผสมผสานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ หรือ ESG (Environment, Social, and Governance) เข้าด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนในระดับสากล”
ในปี 2025 ไทยออยล์รักษาเสถียรภาพการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) และกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการด้าน ESG ที่เป็นเลิศใน 3 มิติหลัก ประกอบด้วย
• มิติด้านสิ่งแวดล้อม : ไทยออยล์ยกระดับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยความพยายามเร่งเป้าหมาย Net Zero (Accelerated Net Zero Target) ภายในปี 2050 โดยแสวงหาการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจผ่านกลยุทธ์ 3Cs ประกอบด้วย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต (C1 : Cut Down Existing Emissions) การชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่ (C2 : Compensate Residual Emissions) การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต (C3 : Control Future Emissions) ด้วยการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
• มิติด้านสังคม : ไทยออยล์ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสังคมภายใต้แนวคิดการสร้างผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) เช่น การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการดูแลโครงการปลูกป่าของบริษัทฯ ส่วนชุมชนในพื้นที่รอบโรงกลั่น ไทยออยล์ดำเนินงานยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ผ่านโครงการพัฒนาอาชีพเสริม การส่งเสริม
สุขภาวะ การสนับสนุนทุนการศึกษา เป็นต้น เพื่อให้เกิดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากนี้ ยังได้สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานทางเลือก โดยดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว
• มิติด้านการกำกับดูแลกิจการ : ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ผ่านการบูรณาการหลักการ GRC (Governance – Risk & Internal Control – Compliance) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและยั่งยืน
ความสำเร็จครั้งนี้ สะท้อนความสามารถของไทยออยล์ในการปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและยืนยันความตั้งใจของบริษัทฯ ในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด