
CIMBT ปรับเป้าจีดีพีปี 69 โต 2.1% ติดตามนโยบายการค้าสหรัฐฯ - ห่วงสินค้าจีนทะลัก
23 ก.พ. 2569 00:00
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ปรับเพิ่มเป้าจีดีพี ปี 69 จากเดิม 1.6% เป็น 2.1% โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลังที่ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ ขณะที่นโยบายภาษีการค้าสหรัฐฯ และการทะลักเข้าของสินค้าจีนยังเป็นปัจจัยลบที่กระทบต่อจีดีพีประเทศ
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (จำกัด) (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า CIMB THAI ปรับมุมมองคาดการณ์จีดีพีปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
"ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้แม้จะได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีก่อน แต่เมื่อดูรายไตรมาสต่อไตรมาสแล้วจะเห็นว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะโตต่ำ โดยคาดการณ์ไตรมาส 1 และ 2 โตใกล้เคียงกันประมาณ 0.1% เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล และในครึ่งปีหลังจะโตได้ประมาณ 0.4 - 0.5% เมื่อมีการเร่งมาตรการต่างๆ หลังจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ทั้งนี้เรามีข้อเสนอแนะโดยหากผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ถึง 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งหากทำอย่างจริงเราอาจจะเห็นจีดีพีไทยโต 3% ในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้าได้"
ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6 – 12 เดือน ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.8 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก – ท่องเที่ยว ควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด
สำหรับวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก - ลงทุน - ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1. ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2. FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3. ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก
ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
"คำวินิจฉัยศาลฎีกาของสหรัฐฯ เรื่องภาษีการค้าอาจจะส่งผลดีต่อไทยในระยะสั้นๆ แต่หากทางทรัมป์ใช้มาตรการภาษีต่อจีน ก็จะทำให้เราได้รับผลกระทบจากสินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามา จึงต้องหาแนวทางรับมือผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยด้วย และที่สำคัญรัฐบาลจะต้องไม่หยุดการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯเพราะยังประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป และในขณะเดียวกันก็จะต้องเจรจาในกลุ่ม FTA ควบคู่ไปด้วย เพื่อลดกระทบในอนาคต"
นายอมรเทพ กล่าวอีกว่า ในทางการเมืองแล้วหากในทางเลวร้ายการจัดตั้งรัฐบาลไม่สามารถทำได้ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความไม่แน่นอนจะกลับมา นักลงทุนต่างชาติที่เคยเข้ามาซื้อหุ้นก่อนหน้านี้ก็จะเอาออกไป ปัจจัยพื้นฐานด้านงบประมาณประจำปี 2570 ก็จะล่าช้าลากยาวไปอีก ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาก็กลับไปเป็น wait & see รวมถึงภาคเอกชนไทยก็จะหยุดรอเช่นกัน แต่ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยก็จะยังจะมีแรงหนุนทางอื่นหากเกิดภาวะนั้น อาทิ การลดดอกเบี้ยของกนง. ภาคการท่องเที่ยว-บริการ ก็ไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยถึงกับตกหล่มอย่างหนัก
นางสาวนงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยกล่าวว่า แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม2558 อยู่ที่ 66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570
"ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย"




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด