
BKIK ปี 68 โกยรายได้ทะลุ 1.5 พันล้าน เปิดตัวบริษัทลูก “บลูบิค ดิจิทัล” ดันรายได้เข้าเป้าโต 20%
20 ก.พ. 2569 00:00
บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) เผยผลงานปี 68 ทุบสถิติใหม่ กวาดรายได้รวม 1,545 ล้านบาท กำไรสุทธิ 347 ล้านบาท แรงหนุนจากความต้องการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการขยายฐานลูกค้าภาครัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวบริษัทลูก “บลูบิค ดิจิทัล” ยกระดับบริการ DX เตรียมรับงานโครงการขนาดใหญ่ระดับ 100 ล้านขึ้นไป มั่นใจผลงานปี 69 โตตามเป้า 20%
บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK รายงานผลประกอบการปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 347 ล้านบาท และกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 341 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13% ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,545 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในหลายอุตสาหกรรม อาทิ การเงิน ประกันภัย พลังงาน การผลิต และกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร รวมถึงการขยายฐานลูกค้าภาครัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2567 มั่นใจผลการดำเนินงานปีนี้ยังโตแกร่ง
บลูบิค ยังได้ทำการเปิดตัวบริษัทลูก ‘บริษัท บลูบิค ดิจิทัล จำกัด’ ซึ่งเป็นการรวมตัวของทีมงาน บริษัท บลูบิค วัลแคน จำกัด และหน่วยธุรกิจ Digital Excellence & Delivery หรือ DX ของบลูบิค เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการด้าน DX (พัฒนาระบบดิจิทัล แอปพลิเคชันและโซลูชัน) รองรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง รับดีมานด์การทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและการปรับใช้เทคโนโลยีในระดับองค์กรขาขึ้นทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ของบริษัทฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 127 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 80% (QoQ) ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 19% (QoQ) อยู่ที่ 451 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการใช้โมเดลธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจตลอดปี 2568 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของทั้งปีเพิ่มขึ้นจาก 48% ในปี 2567 เป็น 50% ในปี 2568 ในส่วนของมูลค่างานคงเหลือ (Backlog) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ของบริษัทฯ (รวมแบ็กล็อกของกิจการร่วมค้าและบริษัทร่วมทุน) อยู่ที่ 952 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้มากกว่า 777 ล้านบาทภายในปีนี้ และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2570 - 2573
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนถึงความไว้วางใจของลูกค้าที่ให้บลูบิคขับเคลื่อนโครงการสำคัญระดับ กลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวชี้วัดขีดความสามารถทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุด ส่งผลให้ความต้องการขององค์กรธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น และการส่งมอบงานที่รวดเร็วแม่นยำกว่าเดิม
ด้วยเหตุนี้ ‘บริษัท บลูบิค ดิจิทัล จำกัด’ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างการทำงาน (Structure Transformation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้าน Digital Excellence & Delivery ให้พร้อมรองรับเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับองค์กร และ AI Transformation ที่ต้องอาศัย ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการส่งมอบนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
“บริษัทฯ มองเห็นโอกาสการขยายตัวจากกระแสการปรับใช้เทคโนโลยีในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละองค์กรมีความต้องการที่แตกต่างกันไปตามบริบทของตนเอง ดังนั้นทิศทางการดำเนินงานในระยะถัดไป บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการขยายการให้บริการที่ครอบคลุมและลึกมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Digital Ecosystem ของลูกค้า ในระยะยาวด้วยนวัตกรรมและกลยุทธ์ที่แม่นยำ เพื่อปลดล็อกศักยภาพและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรลูกค้า” นายพชร กล่าว
นายปัญญา พรขจรกิจกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บลูบิค ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า การบริหารจัดการกำลังพลภายใต้ บลูบิค ดิจิทัล มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากกว่าเดิม เนื่องจากการทำงานแบบรวมศูนย์ (Centralization) ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำ Research & Development รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) จากเดิมที่เคยกระจัดกระจาย ให้มีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น อีกทั้งการทำงานภายใต้แนวคิด “We don't deliver systems. We deliver outcomes.” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพงานและกรอบเวลาการส่งมอบ จะทำให้บริษัทสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด และส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจให้กับลูกค้า ได้อย่างแท้จริง
“ปัจจุบัน บลูบิค กรุ๊ป มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคฯ มากกว่า 1,000 คน ขณะที่ บลูบิค ดิจิทัล มีกว่า 500 ราย และมีแผนเพิ่มกำลังพล 10% ภายในปีนี้ เพื่อรองรับแผนการเติบโตและโครงการขนาดใหญ่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนยกระดับสู่การเป็น Strategic Tech Enabler ผ่านการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) และโอกาสในการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพ รวมถึงการดึงดูดพันธมิตรระดับโลก และบรรลุเป้าหมายการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ในอนาคตอีกด้วย” นายปัญญา กล่าว




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด