MENU

บางจาก เปิด 5 กลยุทธ์หลัก ทุ่ม 270 ล้านดอลล์ ซื้อ Chevron Hong Kong มั่นใจคืนทุนใน 6 - 7 ปี

 17 ก.พ. 2569 00:00

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) เปิด 5 กลยุทธ์หลัก ทุ่มเงิน 270 ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ทั้ง 100% คาดปิดดีลเรียบร้อยกลางปีนี้ คืนทุนภายใน 6 - 7 ปี ด้านแผนงานปี 69 ตั้งเป้ารายได้จากการขายและให้บริการเพิ่ม 15% จากปี 68 ที่อยู่ 5 แสนล้าน รวมถึง EBITDA โตทุกกลุ่มธุรกิจ ก่อนที่เป้ารายได้จะทะลุ 1 ล้านล้าน และ EBITDA แตะ 1 แสนล้าน ภายในปี 73


นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยถึง รายละเอียดการเข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Hong Kong Limited (CHK) ในสัดส่วน 100% มูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ว่า บริษัทคาดจะดำเนินการแล้วเสร็จและชำระค่าหุ้นได้ภายในกลางปี 2569 หรือต้นไตรมาส 3/69 โดยใช้แหล่งเงินจากกระแสเงินสด และเงินกู้จากสถาบันการเงิน หลังจากนั้นจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “Bangchak Hong Kong Limited”


สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจ CHK นั้น ในช่วงแรกสถานีบริการน้ำมันจะยังคงเปิดให้บริการภายใต้รูปลักษณ์ของ Caltex พร้อมสร้างการรับรู้ใหม่ด้วยการเพิ่มข้อความ "Licensed by Bangchak" เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ขณะเดียวกันจะมีการนำร่องเปลี่ยนโฉมสถานีบริการน้ำมันที่ใช้แบรนด์บางจากอย่างเต็มรูปแบบจำนวน 2 แห่ง ในระยะ 2 ปีแรก เพื่อประเมินการตอบรับของผู้บริโภคชาวฮ่องกง โดยมีกรอบระยะเวลาการพิจารณา 5 ปี ก่อนจะตัดสินใจรีแบรนด์ใหม่ทั้งหมดหรือคงแบรนด์ Caltex ไว้


ส่วนเหตุผลเชิงกลยุทธ์การเข้าซื้อ CKH ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก คือ 1. การสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและมีค่าการตลาดสูง ราคาน้ำมันขายปลีกตลาดฮ่องกง ที่ถึงลิตรละ 120 บาท สูงกว่าประเทศไทยถึง 3 - 4 เท่าตัว ขณะที่ต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่น (ก่อนภาษี) นั้นอยู่ที่ระดับ 17 - 18 บาท ใกล้เคียงกับตลาดโลก และสิ่งที่ทำให้ฮ่องกงพิเศษคือ การเป็นตลาดเสรี (Free Market) ที่แท้จริง ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงไม่แทรกแซงราคาและปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ทำให้ส่วนต่างราคาน่าสนใจมากสำหรับผู้ผลิต และยังไม่มีประเด็นเรื่องการผูกขาดทางการค้าด้วย


2. ศูนย์กลางโลจิสติกส์เชิงกลยุทธฺของภูมิภาค ฮ่องกงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านโลจิสติกส์ ทั้งท่าอากาศยานและท่าเรือ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และการกระจายสู่ตลาดภูมิภาค เสริมความแข็งแกร่งด้านธุรกิจ Trading ให้กับกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ


3. เสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนและระบบกฎหมายที่เข้มแข็ง ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนในฮ่องกงทำให้บางจากมีรายได้ที่อิงกับสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของการซื้อขายน้ำมันโลก ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ระบบกฎหมายและหลักนิติธรรมช่วยเสริมความมั่นคงด้านการลงทุนและการดำเนินงานระยะยาว


4. สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจการค้าน้ำมัน ขยายแพลตฟอร์มการค้าน้ำมันและการเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและสากล และ 5. ช่องทางเชิงกลยุทธ์รองรับอุปทานในประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินในประเทศ


"การซื้อกิจการ Chevron Hong Kong (CHK) คาดการณ์จะสร้าง EBITDA ให้บริษัทฯ ประมาณ 750 - 1,000 ล้านบาท ในปีนี้ และคาดจะสามารถคืนทุนจากการลงทุนครั้งนี้ได้ภายใน 6 - 7 ปี" นายชัยวัฒน์ กล่าว

ด้านแผนการดำเนินงานในปี 2569 นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทคาดการณ์ รายได้จากการขายและให้บริการรวมจะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากปีก่อนที่มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 507,570 ล้านบาท และหากไม่มีผลขาดทุนจาก Stock Loss ภาพรวมผลประกอบการจะเติบโตจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากการขายและให้บริการรวมไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท และ EBITDA แตะ 1 แสนล้านบาท ใน 2573


โดยในปี 2569 บริษัทสามารถประมาณการตามกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ธุรกิจค้าน้ำมัน คาดการณ์ EBITDA จะเติบโตประมาณ 25% จาก 800 ล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 800 ล้านบา ส่วนกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คาดปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% จาก 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็น 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน


ด้านธุรกิจโรงกลั่น การตลาดและพลังงานชีวภาพ ประเมินปริมาณการกลั่นจะเพิ่มเป็นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนอยู่ที่ 264,000 บาร์เรลต่อวัน โดยค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) จะอยู่ที่ในช่วง 6 - 6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับปีก่อนอยู่ที่ 6.7 บาร์เรลต่อวัน


ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน คาด EBITDA ธุรกิจ Power and Infrastucture จะเติบโตประมาณ 10% หลังจากปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่าขยายการเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน สาธารณูปโภค ดิจิทัล) และการหมุนเวียนเงินลงทุน เพื่อเพิ่มตอบแทนและรองรับการลงทุนใหม่ ด้านโรงไฟฟ้า CCGT ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อกำลังการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง และโครงการลม "Monsoon" เดินเครื่องเต็มปี กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ โดย BCPG ถือหุ้น 48% และมี EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า


มั่นใจกรณี ปปง.ชงยึดหุ้นบางจาก ไม่กระทบธุรกิจ


สำหรับประเด็นที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ส่งเรื่องให้อัยการเพื่อยึดทรัพย์และหุ้นของบางจากมูลค่า 6,000 ล้านบาท เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” นั้น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า แม้จะมีประเด็นดังกล่าว แต่บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติ โดยยึดมั่นใน "ตัวตนของบางจาก" มาโดยตลอด นั่นคือการประกอบธุรกิจด้วยความสุจริต และมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นโดยรวม ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม และเรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินรวมถึงการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด